ปีสองพันเก้าของฉันเป็นปีที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ และความรู้สึกที่แปลกใหม่
ฉันได้สัมผัสและลิ้มลองบางสิ่งบางอย่างเป็นครั้งแรก
ได้รู้สึก ได้เรียนรู้ ได้ทำผิดพลาด ได้พยายามแก้ไข ได้ยอมรับ และ.. ได้เข้าใจ
ฉันได้รู้จักกับคำว่า สุขที่สุด และเศร้าที่สุด
ฉันได้เห็นคุณค่าของทั้งความหวัง และความท้อแท้
ฉันได้มองเห็น ว่าสิ่งที่เขาเรียกกันว่า.. คิดมากเกินไป มันมีผลเสียมากแค่ไหน
ฉันได้รับรู้ว่าการได้ระบายความอึดอัดด้วยการพูดตรงๆ มันทำให้รู้สึกดีขึ้น
แต่ฉันก็ได้เข้าใจมากขึ้น ว่าในบางที.. การเก็บมันไว้และการไม่พูด ก็เป็นสิ่งที่ดีกว่า
ฉันได้สัมผัสถึงความเข้มแข็ง และความอ่อนแอของตัวเองในคราวเดียวกัน

และฉันเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ได้ถูกมอบมาให้ฉัน เพื่อว่าฉันจะได้เติบโตมากขึ้น
และฉันขอเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า.. ของขวัญที่มีค่าที่สุด ก็แล้วกัน

ขอบคุณปีสองพันเก้า
สำหรับประสบการณ์ และความทรงจำดีดี
ที่จะอยู่ติดตัวฉันไปอีกนาน :)

สิ้นปีแล้วค่ะ
ถึงเวลาประเมินตัวเองว่าทำอะไรแบบที่เคยตั้งใจไว้ได้มากแค่ไหน
ตอนนั้นต้นปี… เคยกล่าวเอาไว้ว่า

ปีสองพันเก้า ตั้งใจเอาไว้ว่า

จะประหยัดให้มากขึ้น เก็บตังไปแบ็คแพ็ค

ตั้งใจเรียนภาษาญี่ปุ่นจนผ่านเลเวลแรกให้ได้

นอนให้เร็วขึ้น ตื่นให้เช้าขึ้น(เริ่มจาก.. นอนไม่เกินตีสี่ครึ่งละกัน)

คิดมากให้น้อยลง ใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น

ทำสิ่งต่างๆให้เต็มความสามารถมากกว่านี้

ทำหลายๆอย่างตามที่วางแผนเอาไว้ให้ได้

ออกกำลังกายบ้าง

กินขนมยามดึกให้น้อยลง!! เลิกได้ยิ่งดี

ให้สังคมให้มากขึ้น

แล้วสิ้นปีจะมาดู ว่าที่เขียนๆไปเนี่ย ทำสำเร็จไปกี่ข้อ :D

………………………………………………………………….

เหมือนจะทำได้แค่นิดนิดหน่อยๆเท่านั้นแฮะ ~_~

    ประหยัดให้มากขึ้น: เหมือนจะทำได้นิดหน่อย แต่ความตั้งใจไปแบ็คแพ็ค..ตอนนี้หายไปซะแล้ว
    ตั้งใจเรียนภาษาญี่ปุ่นจนผ่านเลเวลแรกให้ได้: ตอนนี้ถึีงเลเวลสี่ค่ะ ^____^
    นอนให้เร็วขึ้น ตื่นให้เช้าขึ้น: ทำได้แล้ว ถือเป็นความสำเร็จมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ต้องขอบคุณคนคนนึงมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ขอบคุณจริงๆ…
    คิดมากให้น้อยลง ใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น: เหมือนจะคงที่ คิดมากเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง :’(
    ทำสิ่งต่างๆให้เต็มความสามารถมากกว่านี้: ข้อนี้ก็ไม่ผ่านแฮะ
    ทำหลายๆอย่างตามที่วางแผนเอาไว้ให้ได้: ได้บ้างไม่ได้บ้าง

    ออกกำลังกายบ้าง: เหมือนจะไม่ได้ทำเลยแม้แต่น้อย -_-”

    กินขนมยามดึกให้น้อยลง!! เลิกได้ยิ่งดี: ข้อนี้สำเร็จไปประมาณ 70% ตอนนี้ผอมลงมาตั้งเกือบห้ากิโลแน่ะ wow~
    ให้สังคมให้มากขึ้น: อื้มมม.. ไม่ผ่านแฮะ -o-

เหมือนจะได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็เอาเถอะ
อย่างน้อย อะไรอะไรก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น :)
… รึเปล่านะ?

อยากได้จักรยานซักคัน
จักรยานหนึ่งคันสามารถสร้างความสุขกับผู้หญิงอย่างน้อยหนึ่งคนได้มากอย่างน่าประหลาด
มันสามารถเป็นเพื่อนแก้เหงาได้ เพียงแค่เธอพามันไปตระเวนรอบๆมหาวิทยาลัยที่มีบรรยากาศสงบเงียบยามค่ำคืน
มันสามารถทำให้เธอมีความสุขจนอยากหยุดเวลาเอาไว้(ทั้งๆที่มันเป็นไปไม่ได้) ในเวลาที่เธอได้นั่งในตำแหน่งเบาะหลังโดยมีคนที่เธอรู้สึกดีด้วยนั่งอยู่ด้านหน้า และแอบหวังเล็กๆว่าซักวันเธอจะได้เปลี่ยนตำแหน่งกับเขาบ้าง
และการปั่นจักรยานก็สามารถทำให้เธอรู้สึกว่าชีวิตของเธอมีค่าขึ้นนิดหน่อย ในเวลาที่เธอได้ลากตัวเองออกจากหน้าคอมพิวเตอร์แล้วไปปั่นจักรยานมองดูความเป็นไปของโลกใบนี้ :)

อยากเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน
รู้ตัวว่ากิจวัตรประจำวันที่ทำๆอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นเท่าไหร่นัก
อยากเปลี่ยนนะ แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากอะไร และจะเปลี่ยนไปทำอะไร (ข้ออ้าง)
… ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แล้วเมื่อไหร่กันนะที่คำว่าอยากเปลี่ยนจะได้เปลี่ยนเป็นคำว่าเปลี่ยน

อยาก อยาก อยาก อยาก และหวังว่ามันจะไม่ได้หยุดลงที่แค่อยาก

นานแล้วที่เริ่มนอนดึกขึ้นเรื่อยๆ

นอนดึกมากมาตั้งแต่ยังเล็ก

นั่นคงเป็นส่วนนึงที่ทำให้ความสูงมันหยุดเพิ่มทั้งที่มันยังน้อยอยู่

เมื่อก่อนแค่นอนดึก เดี๋ยวนี้นอกจากนอนดึกแล้วยังนอนน้อย

ตั้งแต่เริ่มใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยมา.. เวลาการนอนก็ค่อยๆเขยิบยืดออกไปทีละนิด

จากตีหนึ่ง เป็นตีสอง ไปตีสาม ยันตีสี่.. บางครั้งก็ตีห้าหรือเกือบหกโมงเช้า

ติดเป็นนิสัย เกิดเป็นความเคยชิน

แต่แล้ว!! ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น

นอนดึกน้อยลง จากตีห้า เป็นตีสาม ไปตีสอง ถึงตีหนึ่ง

พักหลังๆมานี่ บางทีหลับตั้งแต่ประมาณเที่ยงคืนด้วยซ้ำ

จากคนที่ปลุกไม่ตื่น กลายมาเป็นคนที่ตื่นมาปลุกรูมเมทในตอนเช้า

นอนดึกน้อยลง ตื่นเช้ามากขึ้น

ถึงตอนนี้จะยังหลับหน้าคอมอยู่บ่อยๆ แต่คาดว่าต่อไปไม่นานคงมีสติพอที่จะเขยิบตัวไปนอนบนเตียงแทน

และอีกไม่นานเท่าไหร่.. การนอนของเราก็คงจะได้เหมือนปกติมนุษย์กับคนอื่นเค้าซะที

อะไรนะที่ทำให้นาฬิกาชีวิตของเราเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง?

ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามแต่.. ขอบคุณมาก*

คิกคิกคักคัก

^______^

มีจังหวัดนึงที่เราชอบมาก

ไม่ได้ชอบเพราะว่าที่นั่นสวยงาม เพราะว่ายังไม่เคยได้ไปที่นั่นเลยซักครั้ง

แต่ชอบเพราะคนจากจังหวัดนั้นต่างห่างล่ะ ชอบจริงๆ

คนสี่คนจากจังหวัดนั้น ทำให้เราประทับใจได้มากมายจริงๆ

คนที่หนึ่ง:

พี่สาวที่เป็นพี่เลี้ยงค่ายที่แสนใจดี

เป็นคนที่ทำให้เราประทับใจและรู้สึกดีกับโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ได้มากมายจนตัดสินใจเข้าเรียนที่นั่นในที่สุด

ต้องขอบคุณพี่สาวที่แสนดี ที่ทำให้เราได้รับอะไรดีดีอีกมากจากโรงเรียนแห่งนั้น

^_____^

คนที่สอง:

เธอคือหนึ่งในรูมเมทของเราเมื่อตอนสมัยมัธยมปลาย..

เป็นรูมเมทที่ช่างรู้ใจ รูมเมทที่คอยห่วงใย และคอยใส่ใจนางสาวจอมเรื่องมากอย่างเรา

รักรูมเมทคนนี้ม๊ากมากจริงๆ :)

คนที่สาม:

รุ่นน้องที่โรงเรียนคนนึง คนที่มีรอยยิ้มที่น่าประทับใจมากที่สุด

เป็นบุคคลที่ชอบทำหน้าตาเรียบเฉย แต่เมื่อยิ้มแล้วกลับทำให้หัวใจของใครบางคนเต้นโครมครามได้อย่างไม่รู้จักเหนื่อย

ประหลาดดีแฮะ…

คนสุดท้าย:

คนที่ทำให้ชีวิตของเราได้พบกับสิ่งดีดีเยอะแยะ

คนที่ทำให้เราเลิกใช้ภาษาวิบัติได้อย่างเด็ดขาด

คนที่ทำให้เราได้รู้จักสังคมออนไลน์ดีดี

คนที่ทำให้เรารู้สึกดีกับสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมากขึ้น

คนที่ทำให้เราตัดสินใจลงมือทำหลายๆอย่างที่อยากทำแต่ไม่คิดที่จะลงมือทำซักที

คนที่ทำให้รอยยิ้มผุดบนใบหน้าของเราได้เสมอๆ

ขอบคุณนะคะ :)

รักคนจังหวัดนี้ที่สุดเลยยยยย

^_________________^

จังหวัดอะไรนะ ลองทายดูสิ

;)

ปีสองพันเก้า ตั้งใจเอาไว้ว่า

    จะประหยัดให้มากขึ้น เก็บตังไปแบ็คแพ็ค
    ตั้งใจเรียนภาษาญี่ปุ่นจนผ่านเลเวลแรกให้ได้
    นอนให้เร็วขึ้น ตื่นให้เช้าขึ้น(เริ่มจาก.. นอนไม่เกินตีสี่ครึ่งละกัน)
    คิดมากให้น้อยลง ใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น
    ทำสิ่งต่างๆให้เต็มความสามารถมากกว่านี้
    ทำหลายๆอย่างตามที่วางแผนเอาไว้ให้ได้
    ออกกำลังกายบ้าง
    กินขนมยามดึกให้น้อยลง!! เลิกได้ยิ่งดี
    ให้สังคมให้มากขึ้น

แล้วสิ้นปีจะมาดู ว่าที่เขียนๆไปเนี่ย ทำสำเร็จไปกี่ข้อ :D

เมื่อวานไปเดินแถวเยาวราชเป็นเพื่อนคุณแม่สุดที่รักมา

เผอิญเหลือบไปเห็นร้านนึงที่มีคนหลายคนนั่งหน้าขาวอยู่บนเก้าอี้

ด้วยความประหลาดใจก็เลยหยุดดูซะหน่อย

พอยืนๆดูถามๆคุยๆกับเจ้าของร้าน เค้าก็อธิบายว่า..

มันคือการใช้เส้นด้ายถอนขนบนใบหน้า หรือที่เรียกกันว่า Mang-Ming

ออกเสียงเป็นภาษาไทยว่า หมังหมิ่ง มังหมิ่ง หมั่งหมิ่ง หรืออะไรก็แล้วแต่

เป็นสูตรต้นตำรับซูสีไทเฮาจากประเทศจีน ทำแล้วหน้าเนียนเกลี้ยง มีเลือดฝาด

และสรรพคุณอีกมากมายก่ายกองที่สรรหามาบรรยายเพื่อล่อหลอกคุณลูกค้า

ยืนดูไปได้สักพัก แม่ก็บอกว่า..  เคยทำตอนจะแต่งงาน ดีมากเลย

ว่าแล้วแม่ก็เดินเข้าไปในร้าน จัดการบอกกับเจ้าของว่า.. 2 ที่!!

อ่าวเฮ้ย! คุณแม่คะ อยู่ดีๆทำไมบอกสองที? จะทำก็ทำไปคนเดียวสิ!

ถกเถียงกันอยู่แป๊บนึง ก็เลยยอมๆทำเป็นเพื่อนแม่ดู

และแล้วการใช้เส้นด้ายกำจัดขนก็เริ่มขึ้น

ตอนแรกสุด พนักงานก็เอาที่คาดผมและหวีสับมาจัดการเก็บผมเผ้าขึ้นไปให้เรียบร้อย

หลังจากนั้นก็ค่อยๆเอาแป้งก้อนๆ ลักษณะคล้ายกับดินสอพองมาทาจนหน้าขาววอกราวกับนักแสดงงิ้ว

ทีนี้พนักงานก็เริ่มเอาด้ายไปงับไว้ที่ปาก อ่านถูกแล้ว.. ที่ปาก!!

ตอนนั้นสิ่งที่คิดเข้ามาแวบแรกก็คือ.. กลัวว่าฟันของคุณพนักงานจะหลุดกระเด็นมาใส่หน้าของเราระหว่างทำ

พอนึกภาพแล้วก็ไม่อยากทำอะไรต่อ เลยหลับตาปี๋

แต่แล้วตาที่ปิดแน่นสนิทก็ต้องเบิกโพลง!! มันเจ็บมากกกกกกกก

เกือบกรี๊ดลั่นเยาวราชไปแล้ว ถ้าไม่คว้ามือแม่ที่นั่งอยู่ใกล้ๆมาบีบแน่นไว้ราวกับจะคลอดลูกซะก่อน

ตอนแรกไม่คิดว่ามันจะเจ็บฉิ-หายขนาดนี้ เห็นคนอื่นที่ทำอยู่นั่งหน้าตาเบิกบานราวกับไม่รู้สึกอะไร

แต่พระเจ้า!! มันเจ็บ จริงๆนะ  T~T

สิบกว่านาทีผ่านไป..

เสร็จซะที!! รู้สึกดีใจเป็นที่สุด

พอเอากระจกมาส่องหน้าก็รู้สึกว่า…. ทาด๊า ไม่ค่อยรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง  -_-”

หน้าอาจแดงขึ้นนิดหน่อย เนื่องจากโดนทึ้งมาเป็นเวลาสิบกว่านาทีติดกัน

จับแล้วก็รู้สึกเด้งดึ๋งๆขึ้น เพราะขนหายไปแล้ว

ประเด็นอยู่ที่ว่า.. พอคุณขนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง มันจะดกดำรึเปล่าเนี่ยสิ!!

อันนี้ก็ต้องลุ้นกันต่อไป ~

 20th-century-boys

เมื่อคืนไปดู 20th Century Boys รอบปฐมทัศน์ที่เมเจอร์รัชโยธินมา

จัดโดยเว็บ kapook.com

ซึ่งมี @iwhale และ @OaddybeinG แสนใจดีเป็นคนคิดโปรแกรมนี้ขึ้น

ขอบคุณนะคะ  ^^   

ดูหนังฟรี! แถมได้เสื้อยืดมาด้วยตัวนึง ประทับใจๆๆ

พอไปถึงงาน.. ชาวทวิตเตอร์เต็มงานไปหมด! ทำให้เกิดอาการตื่นเต้นเล็กน้อย

คิดถูกที่ตัดสินใจมางานนี้จริงๆ  ;D

 

ส่วนตัวแล้วยังไม่เคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้มาก่อน

ตอนแรกเลยเกิดอาการงงๆนิดหน่อยตอนที่ใครๆพูดถึง “เพื่อน”

พอได้ดูแล้วก็เลยเข้าใจซะที  ดีใจๆ :)

 

หนังเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นหนังที่ น่าประทับใจมาก เรื่องนึงเลยทีเดียว

ประทับใจ 1: เคนจิ น่ารัก  ;)

ประทับใจ 2: เป็นหนังที่ให้อารมณ์หลากหลายสุดๆ ตื่นเต้น(เหมือนหนังผี) ตลก ซึ้ง

ประทับใจ 3: กราฟฟิกและเสียงสุดยอดมากมาก

ประทับใจ 4: บรรยายไทยแอบฮา

 

หลังจากดูหนังจบปุ๊บก็รู้สึกเลยว่าต้องไปหาการ์ตูนมาอ่านบ้างแล้ว

และตอนนี้ก็กำลังรู้สึกว่า..  อยากดูภาคต่อแล้ว!!

ตื่นเต้น ~~~~~~

eieieiei

ใครที่ยังไม่ได้ดูก็ไปดูนะๆๆ สนุกมากมาย แนะนำ  :)

ช่วงนี้มีบางเรื่องรบกวนจิตใจของเราอยู่มาก

ส่วนนึงเป็นเพราะเราไม่เข้าใจการกระทำของคนบางคน

ไม่เข้าใจว่าทำไมเค้าถึงทำแบบนั้น

ทั้งๆที่ทำแบบนั้นมันผิดกับรอบข้างและคนใกล้ชิดของเค้าเอง

เราไม่สนิทกับคนคนนั้นมากพอที่จะไปเตือนเค้า

และเราก็เชื่อว่า ถึงเราจะเตือน เค้าก็คงไม่ฟังเราอยู่ดี

มันทำให้เราไม่พอใจ ไม่สบายใจ คิดมาก และเสียใจ

 

แต่หลังจากเมื่อวาน.. ตอนไปงานแฟตเฟสติวัล

งานที่มีวงดนตรีเจ๋งๆหลายวงมาเล่น และเข้าชมได้ด้วยบัตรราคาเพียง 300 บาท!

เรารู้สึกดีขึ้นมากกับเรื่องที่ทำเราเสียใจอยู่ตอนนั้น

 

เพลง ‘ก้อนหินก้อนนั้น’ ของ โรส ศิรินทิพย์

เพลงที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น..

เมื่อก่อนเราไม่ค่อยชอบเพลงนี้ซักเท่าไหร่

มันไม่ค่อยสดใส มันฟังแล้วไม่มีความสุข

ไม่น่าเชื่อว่าในท้ายที่สุด มันจะกลายมาเป็นเพลงที่ทำให้เรารู้สึกสดใสขึ้นมาได้

ท่อนหนึ่งของบทเพลงว่าเอาไว้ว่า..

 

ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง

ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร

ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ

ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอแบกรับมันเอง

ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอรับไว้เอง

 

เพลงนี้ ทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองว่า..

มันดีแล้วเหรอ ถ้าเราจะไปแบกรับเรื่องราวของคนอื่น?

เราคิดว่า.. เราควรจะปล่อยวางกับเรื่องของคนคนนั้น

ดันทุรังจะคิดมากต่อไป ก็มีแต่จะทำร้ายตัวเองเปล่าๆ

แล้วเราก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึก..ยิ้มออก

 

:)

 

สบายใจจัง ~

ลาก่อนความรู้สึกแย่ๆจากคนคนนั้นที่รบกวนเวลามีความสุขของเราตั้งเกือบครึ่งอาทิตย์

ตอนนี้ถ้าใครกำลังรู้สึกไม่ดี ลองฟังเพลงนี้

อาจสบายใจขึ้นเหมือนเราก็ได้

เพลงจะเพราะหรือไม่เพราะ มันขึ้นกับอารมณ์ของคนฟัง ว่ามั้ย?

‘ดีวีดีบันทึกการแสดงสดคอนเสิร์ต เพลงแบบประภาส’

แผ่นคอนเสิร์ตที่โดนทิ้งให้อยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือเป็นเวลานานจนฝุ่นเกาะ

เพราะความขี้เกียจดู ประกอบกับความคิดที่ว่า ‘มันจะเป็นเพลงแนวคนแก่รึเปล่า?’

ทำให้การดูคอนเสิร์ตประภาสถูกผัดมาเรื่อยๆ จนเกือบ 2 เดือนได้

(น่าสงสารคุณเจ้าของคนที่ให้เรายืมแผ่นเนอะ)

เอาเป็นว่า.. แล้วในที่สุด เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ก็นับเป็นวันที่ฤกษ์ดีวันหนึ่ง

วันที่แผ่นคอนเสิร์ตแผ่นนั้นได้ถูกดู..   :P

 

และแล้วเราก็ได้ค้นพบว่า.. คอนเสิร์ตประภาส ไม่ได้แก่อย่างที่คิด!

อาจจะถูกตรงที่ศิลปินแต่ละคนที่มาในครั้งนี้ล้วนแต่อายุไม่น้อยทั้งสิ้น

แต่เพลงแต่ละเพลงที่เล่นในงานกลับน่าดึงดูดใจอย่างประหลาด

ดนตรีที่แสดงในครั้งนั้นน่าจะประทับใจคนดูได้ ตั้งแต่เด็กตัวน้อยจนถึงผู้ใหญ่ตัวโต

 

สำหรับเราแล้ว คิดว่าสิ่งที่น่าประทับใจจริงๆของคอนเสิร์ตนี้ก็คือ..

การนำเสนอเพลงในรูปแบบที่แตกต่างไปจากการร้องเพลงธรรมดาๆ เช่น

- ต้นชบากับคนตาบอด

ที่ให้ผู้ชมนั่งท่ามกลางความมืดมิด แล้วค่อยๆเปิดไฟเป็นกลุ่มเล็กๆ ให้ความรู้สึกราวกับว่าเราเป็นคนตาบอดที่มองเห็นสิ่งสวยงามได้ด้วยจิตใจ ไม่ใช่ดวงตา

- อยากมีหมอน

เพลงที่มีการร้องสลับกับการพูด เป็นเพลงที่เชยมากแต่ก็สนุกมาก เพราะมีคนแก่ๆสองคนมาแร๊พโต้ตอบกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ถ้าดูแล้วจะรู้ว่า..คุณปู่ก็แร็พโย่วได้ไม่แพ้วัยรุ่นเหมือนกัน  ;) 

- นิทานหิ่งห้อย

ดีเจบ๊อบบี้เก่งมาก!! เราไม่รู้หรอกว่าเค้าคือใคร แต่เค้า ‘เล่า’ เพลงได้น่าฟังจริงๆ เพลงนี้น่าจะทำให้หลายๆคนรู้สึกเหมือนตัวเองกลับกลายเป็นเด็กน้อยที่นอนรอฟังนิทานก่อนนอนได้เลยล่ะ   >. <

และมีเพลงอื่นๆอีกมากมายที่น่าประทับใจ นักร้องเสียงดีมาก ฟังแล้วซาบซึ้ง

เพลงแต่ละเพลง ซ่อนความหมายที่ดี ลึกซึ้ง และแอบให้ข้อคิด

พิธีกรก็แปลกดี เนิบนาบ ต่างจากพิธีกรในคอนเสิร์ตทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

เอาเป็นว่า.. ที่บ่นๆมาเนี่ย อยากให้ไปหาคอนเสิร์ตเพลงแบบประภาสมาดูกันละกัน

จบข่าว! :P